การที่ต้นทุเรียน (Durio zibethinus Murr.) สามารถสร้างดอกได้แต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นผลได้นั้น นับเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรไทยในภาคตะวันออกและภาคใต้ ปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทอย่างยิ่งคือ ความไม่เหมาะสมของการจัดการธาตุอาหาร ผ่านการให้ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์วัตถุในช่วงวิกฤตของการพัฒนาดอกและผล

1. บทนำ
ในระบบนิเวศของสวนทุเรียนเชิงพาณิชย์ การเข้าสู่ระยะการออกดอกและการติดผล (Flowering and Fruit Set) ต้องอาศัยการควบคุมสภาพแวดล้อมและธาตุอาหารอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการพัฒนาดอก (floral induction) ช่วงดอกบาน (anthesis) และการติดผลอ่อน (fruit setting phase)
การบริหารธาตุอาหารผ่านการใช้ปุ๋ยเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการติดผล ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสมในช่วงวิกฤตดังกล่าว อาจส่งผลต่อการผสมเกสร การหล่อเลี้ยงดอก และความสามารถในการพัฒนาเป็นผลที่สมบูรณ์
2. กลไกการเจริญพัฒนาของทุเรียนในช่วงออกดอก
2.1 ระยะ Induction และ Initiation
ในระยะนี้พืชจะเริ่มพัฒนา ตาดอก (flower bud initiation) ซึ่งต้องอาศัยการสะสมคาร์โบไฮเดรต และธาตุอาหารประเภทฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) อย่างเพียงพอ ไนโตรเจน (N) ควรถูกควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อป้องกันการกระตุ้นการเจริญทางลำต้นและใบ
2.2 ระยะดอกบานและผสมเกสร (Anthesis & Fertilization)
ช่วงนี้มีความเปราะบางสูง ความไม่สมดุลของธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนที่มากเกิน จะรบกวนการผสมเกสรและการเจริญของรังไข่

2.3 ระยะติดผล (Fruit Set)
การติดผลสำเร็จต้องการการสังเคราะห์ฮอร์โมนพืชและแคลเซียม (Ca) โบรอน (B) และแมกนีเซียม (Mg) ซึ่งส่งเสริมการแบ่งเซลล์และพัฒนาเนื้อเยื่อผลอ่อน
3. ปัจจัยด้านปุ๋ยที่ส่งผลต่อการไม่ติดผลของทุเรียน
3.1 การให้ไนโตรเจน (N) ในปริมาณสูงเกินในช่วงดอกบาน
ไนโตรเจนมีผลกระตุ้นการเจริญทางใบ (vegetative growth) หากได้รับมากเกินไปในช่วงระยะ reproductive phase จะยับยั้งการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ (flower organogenesis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการหลุดร่วงของดอก
อ้างอิง:
- Marschner, H. (2012). Marschner’s Mineral Nutrition of Higher Plants. Academic Press.
3.2 การขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K)
ฟอสฟอรัสเป็นตัวส่งเสริมการสร้างตาดอก ส่วนโพแทสเซียมมีบทบาทในการสังเคราะห์แป้ง และควบคุมการเปิดปิดปากใบเพื่อการสะสมพลังงาน หากขาดธาตุเหล่านี้ ดอกที่เกิดขึ้นจะไม่แข็งแรง และไม่สามารถเจริญต่อเป็นผล
3.3 ขาดธาตุอาหารรอง (Ca, B, Mg)
แคลเซียมจำเป็นต่อโครงสร้างผนังเซลล์ โบรอนมีบทบาทในการพัฒนาเกสรตัวผู้และการถ่ายละอองเกสร ขณะที่แมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบของคลอโรฟิลล์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์แสง หากต้นพืชได้รับธาตุเหล่านี้ไม่เพียงพอจะทำให้ การผสมเกสรไม่สมบูรณ์และผลหลุดร่วง

4. ตารางแนะแนวทางการให้ปุ๋ยในแต่ละระยะ
| ระยะพัฒนา | สูตรปุ๋ยแนะนำ | ธาตุรองแนะนำ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ก่อนออกดอก (สะสมอาหาร) | 8-24-24 หรือ 0-52-34 | ไม่มีหรือเสริมโบรอน | หลีกเลี่ยงไนโตรเจน |
| ช่วงดอกบาน | งดปุ๋ยไนโตรเจน | โบรอน, แคลเซียม | รักษาความชื้นสม่ำเสมอ |
| ติดผลอ่อน | 13-13-21 หรือ 12-12-17+2MgO | B, Ca, Mg | กระตุ้นการพัฒนาผล |
5. สรุปและข้อเสนอแนะ
การติดดอกแต่ไม่สามารถพัฒนาเป็นผลได้ในทุเรียน เป็นผลมาจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการธาตุอาหาร โดยเฉพาะ การให้ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสมกับช่วงพัฒนาการของต้นพืช ส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์และเกิดการหลุดร่วง
ข้อเสนอแนะ:
- ปรับสูตรปุ๋ยให้ตรงกับช่วงพัฒนาการของทุเรียน
- งดใช้ไนโตรเจนในระยะดอกบาน
- เสริมธาตุอาหารรอง เช่น B, Ca, Mg อย่างเหมาะสม
- ตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินก่อนการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง เพื่อความแม่นยำในการจัดการ
เอกสารอ้างอิง:
- Marschner, H. (2012). Marschner’s Mineral Nutrition of Higher Plants. 3rd ed. Academic Press.
- สมศักดิ์ เทพสมบัติ และคณะ. (2560). การจัดการธาตุอาหารในทุเรียนภาคตะวันออก. กรมวิชาการเกษตร.
- จิตรา วุฒิสิน. (2564). โภชนาการพืชและการใช้ปุ๋ย. สำนักพิมพ์เกษตรไทย.



