
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ภายหลังไทยมีมาตรการเข้มงวดในการควบคุมการนำเข้าจากประเทศดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชนและ 4 สมาคมมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่
- สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย
- สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย
- สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย
โดยภาคเอกชนยืนยันว่า ปัจจุบันมีสต๊อกมันสำปะหลังเพียงพอต่อความต้องการทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่องได้จนถึงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผลผลิตฤดูกาลใหม่ของไทยเริ่มทยอยออกสู่ตลาดพอดี จึงไม่เกิดผลกระทบต่อภาคการค้าในระยะสั้น

ทั้งนี้ ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว มันสำปะหลังที่มีอยู่ในสต๊อกจึงเพียงพอต่อความต้องการในตลาด และยังสามารถรองรับการส่งออกได้อย่างมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังมีแผนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และเตรียมหารือกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว อาทิ การขยายพันธุ์มันสำปะหลังที่มีปริมาณเชื้อแป้งสูงขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตในอนาคต
นางอารดาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านหลัก 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา และเมียนมา โดยลาวเป็นแหล่งนำเข้าหลัก คิดเป็นปริมาณมากที่สุดกว่า 2.5-3.0 ล้านตันต่อปี ขณะที่ 5 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-พฤษภาคม 2567) ไทยนำเข้ามันสำปะหลังจากลาวแล้วรวม 2.43 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนการนำเข้าจากกัมพูชาในช่วงเวลาเดียวกัน มีปริมาณรวม 1.31 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อย 2.24% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 24% คิดเป็นมูลค่าราว 6,500 ล้านบาท สะท้อนถึงต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้นหรือการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น สำหรับเมียนมาและประเทศอื่นๆ ยังมีการนำเข้าในปริมาณที่ไม่มากนัก
โดยในปี 2567 คาดการณ์ว่า ไทยจะนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมกว่า 4.5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ภายในประเทศสูงถึง 42 ล้านตัน แต่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียงราว 30 ล้านตันเท่านั้น ส่งผลให้จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าในบางส่วน
“จากการหารือกับผู้ส่งออกและภาคเอกชน เรายืนยันว่าไทยมีสต๊อกมันสำปะหลังเพียงพอรองรับการใช้งานได้ถึงเดือนตุลาคม และในช่วงเวลานั้นผลผลิตในประเทศจะเริ่มออกสู่ตลาดพอดี จึงไม่กระทบต่อภาพรวม ทั้งยังพบว่าการนำเข้าจากลาวและเมียนมามีปริมาณมากขึ้นในช่วง 5 เดือนแรกของปี ซึ่งสามารถทดแทนปริมาณที่หายไปจากกัมพูชาได้ในกรณีที่มีปัญหาด้านชายแดน” นางอารดากล่าว
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปิดด่านนำเข้าจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการประเมินผลกระทบอย่างชัดเจน เพื่อกำหนดแนวทางการปรับตัวในด้านต่างๆ ต่อไป โดยกรมฯ จะมีการหารือร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนเชิงรุก พร้อมรับนโยบายจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ยังรวมถึงการติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ และสถานการณ์การค้าชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินการด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที และไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาว.
#มันสำปะหลัง #พาณิชย์ #การค้าชายแดน #นำเข้ามันสำปะหลัง #กัมพูชา #ลาว #เมียนมา #แป้งมัน #อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ #มันเส้น #กรมการค้าต่างประเทศ #ค้างคาวคู่เอสทีนิวส์
facebook: ค้างคาวคู่เอสที www.ค้างคาวคู่เอสที.com
สินค้าของเรา



