
โรครากเน่าและโคนเน่า (Root and Basal Stem Rot) ที่เกิดในต้นทุเรียน (Durio zibethinus Murr.) เป็นปัญหาสำคัญทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์ทั้งในภาคตะวันออกและภาคใต้ของประเทศไทย โรคนี้มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อราในดิน เช่น Phytophthora palmivora, Fusarium spp., และ Pythium spp. อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางกายภาพและเคมีของดินมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เชื้อสาเหตุเจริญเติบโตและเข้าทำลายรากพืชได้ง่ายขึ้น
1. ดินเหนียวจัดและดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี
ดินที่มีโครงสร้างแน่น เช่น ดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว มีความสามารถในการอุ้มน้ำสูง เมื่อได้รับน้ำมาก เช่น ในฤดูฝนหรือการให้น้ำเกินความจำเป็น ดินจะเกิดภาวะอิ่มตัว ส่งผลให้พื้นที่บริเวณรากพืชมีสภาพขาดออกซิเจน (anaerobic condition) ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเจริญของรากทุเรียนที่ต้องการออกซิเจนสูง ทำให้รากเกิดอาการเน่าและเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายได้ง่าย
2. ดินลุ่มหรือพื้นที่ต่ำที่มีน้ำขัง
พื้นที่ที่เป็นแอ่งหรืออยู่ในระดับต่ำกว่าพื้นที่รอบข้าง มักเกิดน้ำขังในช่วงฤดูฝน และมีการระบายน้ำไม่ดี ดินบริเวณนี้จึงมีความชื้นสูงตลอดเวลา ส่งผลต่อการสะสมของเชื้อราก่อโรค และทำให้รากอ่อนแอจากการขาดออกซิเจน

3. ดินที่มีอินทรียวัตถุหมักไม่สมบูรณ์
การใช้ปุ๋ยคอก เศษพืช หรือวัสดุอินทรีย์ที่ยังไม่ผ่านการหมักอย่างสมบูรณ์ สามารถทำให้เกิดกระบวนการสลายตัวโดยจุลินทรีย์ซึ่งใช้ไนโตรเจนและออกซิเจนจากดินในปริมาณมาก จึงส่งผลให้รากพืชขาดออกซิเจน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าทำลายของเชื้อราก่อโรค
4. ดินที่มีความเป็นกรดสูง (pH ต่ำ)
ดินที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ต่ำกว่า 5.0 จัดเป็นดินเปรี้ยวจัด ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของรากทุเรียน ทั้งยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราบางชนิด เช่น Phytophthora spp. ซึ่งสามารถสร้างสปอร์และเคลื่อนที่ไปยังรากพืชได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดและชื้น
5. ดินที่ไม่มีการยกโคกหรือระบบระบายน้ำ
การปลูกทุเรียนบนพื้นราบโดยไม่มีการยกโคกหรือออกแบบระบบระบายน้ำ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำขังบริเวณโคนต้นทุเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะกระตุ้นให้เชื้อโรคเข้าทำลายรากและโคนต้นได้อย่างรวดเร็ว

แนวทางป้องกันและปรับปรุงดินเพื่อป้องกันโรครากเน่า
- ยกโคกปลูก โดยให้ความสูงไม่น้อยกว่า 50–100 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มการระบายน้ำบริเวณโคนต้น
- เลือกใช้ดินร่วนปนทรายหรือดินที่ระบายน้ำดี หลีกเลี่ยงดินเหนียวจัด
- ปรับปรุงดินด้วยปูนโดโลไมต์หรือปูนขาว เพื่อปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วง 5.5–6.5 ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญของราก
- ใช้วัสดุอินทรีย์ที่หมักสลายสมบูรณ์แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะขาดออกซิเจนและลดโอกาสการสะสมของเชื้อรา
- วางระบบร่องน้ำหรือทางระบายน้ำ รอบแปลงปลูก เพื่อป้องกันการสะสมของน้ำฝนหรือน้ำจากการให้น้ำ
สรุป
ดินที่ส่งเสริมให้เกิดโรครากเน่าในทุเรียนมักมีลักษณะร่วมกัน คือมีความชื้นสูง ระบายน้ำไม่ดี และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อราก่อโรค การปรับปรุงโครงสร้างของดินและการจัดการน้ำที่เหมาะสม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากโรคดังกล่าวและส่งเสริมให้ต้นทุเรียนมีสุขภาพแข็งแรง สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ
facebook: ค้างคาวคู่เอสที www.ค้างคาวคู่เอสที.com



